มหาลัย' มีอะไร?

posted on 01 Apr 2011 19:50 by orchidok
ผมเคยเรียนมหาลัย เรียนไม่จบหรอก ลาออกก่อน... คำถามเขี่ยลูกคือ>> เอ๊ะ มหาลัยมันมีอะไรดีฮึ?
มันมีห้องเอาไว้สอนหนังสือ มีอาจารย์ไว้สอนหนังสือ ผมว่าเรื่องที่ว่ามานี้ผมสามารถอ่านได้เองอยู่ที่บ้าน แล้วจะไปเรียนทำไมฮึ มีการเช็คชื่อด้วยเด้ ไม่อยากเข้าเรียน น่าเบื่อหน่าย
 
จากประสพการณ์2ปีที่เคยศึกษาในมหาลัย นั้นคือสิ่งที่ผมจะเขียน
 
ประเทศไทยคงอยากเจริญคงอยากมีการศึกษาเลยสร้างมหาลัยขึ้นมาเหมือนประเทศชั้นนำของโลก แต่มันอย่างงี้ ที่ผมสังเกตุเห็นจากมหาลัยระดับโลกคือ เขาสอนให้นักศึกษาสร้างงานสร้างอาชีพ เขาสอนอุดมการ นี้แหล่ะที่ผมว่ามหาลัยทุกมหาลัยจำเป็นต้องมี คือ ปลูกฝังอุดมการ แล้วที่ผมเรียนหล่ะ มีอะไร มีอาจารย์ที่เข้ามาพูดๆ พูดเรื่องราวบนหนังสือที่ผมสามารถอ่านเองได้ ผมตั้งคำถามอีกคำถามขึ้นมา คือ ความรู้มันสำคัญที่สุดในเวลานั้นหรอ?
 
ผมว่าไม่ใช่ ผมว่าประสพการณ์จากอาจารย์ต่างหากที่สำคัญ แต่ที่อาจารย์พูดเรื่องประสพการณ์ไม่ได้เพราะเด็กจะบอกว่า อาจารย์นอกเรื่อง เด็กที่เข่ามาศึกษาก็ต้องการความรู้และใบปริญญา เหอๆ
 
ตัวอย่างที่ผมเรียนรู้จากท่านอาจารณ์ของผม
 
1. อาจารย์แอบนอกเรื่อง แล้วเล่าว่า คนที่จะเตะบอล เตะลูกโทษ เขาก็มีเป้าหมายที่เขาจะเตะอยู่แล้ว ส่วนผู้รักษาประตู เขาก็มีมุมที่เขาจะพุ้งไปอยู่แล้ว สิ่งที่เขาทั้งคู้ต้องทำคือ ทำตามที่คิดไว้ ประเด็นคือ คนเราควรมีเป้าหมาย เอาหล่ะเราจะทำสิ่งนี้น่ะ เอาหล่ะเราจะสร้างสิ่งนี้น่ะ แล้วลงมือทำซ่ะ ผมถามหน่อย พวกที่เรียนมหาลัยน่ะ คุณมีเป้าหมายแล้วหรือ? หรือพวกคุณแค่เดินตามเพื่อน
 
2."ยอมรับ แล้วจำ" นั้นเป็นคำพูดกินใจผมมาก บางสิ่งบางอย่างเราไม่ต้องไปสนว่ามันจะมาจากไหน เพราะนั้นไม่ใช่ประเด็น บางสิ่งบางอย่าง เขากำหนดขึ้นให้เราสื่อสารกันรู้เรื่อง โดยเฉพราะเรื่องภาษา มันมีข้อแม้เยอะเหลือเกิน เช่นภาษาอังกฤษอย่างงี้ บางทีก็เป็นไปตามตด...เอ๊ยกฎ(มุขหมูกระทะ ขออภัยหากมันไม่ฮา) แต่บางทีมันก็ไม่เป็นไปตามกฎ
 
สิ่งที่ว่านี้เองที่ผมคิดว่ามันสำคัญกว่าการที่อาจารย์จะมาเล่าเรื่องที่มันอยู่ในหนังสือ
 
เอาหล่ะ เอาไว้เท่านี้ สวัสดีครับ

คน 3 ประเภท

posted on 31 Mar 2011 19:44 by orchidok
รู้ไหม... ว่าผมชอบทำสิ่งใด? การนั่งมอง นั่งพิจารณา ใช่ ผมชอบคิด...แล้วก็คิดไปเรื่อง
ผมลืมตาดูโลกนี้ได้ประมาณ20ปีแล้ว ใช่... ผมเห็นผู้คนที่หลากหลายกันไป ผมเอามาพูดเล่นๆ 3 ประเภท
 
  1. ทำตัวไม่ดี แม้ว่ามีใครมาตักเตือนก็ไม่ยอมเชื่อ :: ตอนผมอยู่ ม.1 ผมเบื่อการไปโรงเรียนมากๆ ผมไม่คิดว่าครูที่ยืนอยู่หน้าห้องจะฉลาด ใช่... ตอนนี้ผมก็รู้แล้วว่าสิ่งที่ผมคิดนั้น มันจริง เรียนไปทำไม ผมมองว่าการเรียนเป็นสิ่งที่ไร้สาระ สาระที่แท้จริงอยู่ใต้โต๊ะ มันคือการเสี่ยงดวงว่าแต้มใพ่ในมือนั้นจะทำให้เรามีค่ารถกลับบ้านไหม? แน่นอน บางครั้งผมก็ถูกด่า ครูบอก... นั้นคือความผิดผม ปล่าวเลย...ผมไม่คิดว่านั้นคือความผิดผม รู้ไหมทำไม ถ้าการเรียนดีจริง ทำไมผมถึงไม่ตั้งใจเรียนหล่ะ ผมเห็นเด็กหนุ่มบางคนเรียนไม่จบมหาลัย ดันสร้างเว็บให้ดังระเบิดได้ มันชื่อเว็บอะไรไม่รู้ Faccc อะไรนี้แหล่ะ ผมจำไม่ได้ ผมเขียนเรื่องไม่เก่ง เรื่องราวที่คุณอ่านมา ผมนอกเรื่อง...หลักๆ คือ คนบางคน แม้จะถูกสั่งถูกสอนอย่างไร เขาก็จะทำอย่างเดิมซ้ำๆ ผิดซ้ำๆ ไม่คิด ไม่ไตร่ตรอง สิ่งเดียวที่คนพวกนี้เชื่อก็คือตะเข็บกางเกงตัวเอง เหมือนคนที่เป็นไข้ แล้วได้ยาดี ได้หมอดี แต่ทำอย่างไร โรคก็ไม่หาย
  2. ทำตัวดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีคนสอนหรือไม่ก็ตาม :: คนบางคนก็ทำตัวดี๊... ดี ช่วยครูตลอด ผมไม่เห็นว่าเขาจะได้ดีหรอก รอนานกว่าผลลัพจะออกมา ผมมีเพื่อนพวกนี้ เขาดี... จะว่าไปแล้ว ไม่มีเรื่องอะไรจะเขียนเกี่ยวกับคนดี มันเหมือนคนเป็นไข้ ไม่ว่าจะได้กินยา หรือไม่ได้กินยา ก็หายจากการเป็นไข้ ไม่น่าห่วง
  3. ทำตัวไม่ดี แต่ถ้ามีใครมาบอก เขาก็จะปรับตัว :: เปรียบดั่งคนที่เป็นไข้ ถ้าไม่กินยาก็ไม่หาย แต่ถ้าได้กินยาก็จะหายจากการเป็นโรค

ถ้าให้ผมคิดรวมๆน่ะ บางเรื่องผมก็ไม่ฟังใครเลย ไม่รู้สิ ไม่อยากจะฟัง แต่บางเรื่อง ไม่มีใครมาบอกผม ผมก็รู้จากสามัญสำนึก แต่เดี๋ยวก่อน บางเรื่อง ถ้าไม่มีใครบอกผม ผมก็ไม่รู้ ตกลงว่าผมเป็นคนทั้งสามประเภทนี้เลยงั้นหรอ?

ด้วยคนประเภทที่สามนี้เอง จึงมีการเรียนการสอนเกิดขึ้น มีการสั่งสอนจากผู้ใหญ่ มีการอบรมบ่มนิสัย ส่วนคนสองประเภทที่เหลือ ล้วนเป็นผลพลอยได้...

เห็นหรือไม่ท่านทั้งหลาย ทุกๆครั้งที่ท่านจะสั่งสอนใคร ท่านไม่ควรหวังว่าเขาจะเชื่่อท่านทุกคนหรอก ตัวเลขที่ท่านควรหวังคือ 33% ส่วน 67% นั้น คิดเสียว่าเป็นผลพลอยได้เถิด

^_^ Google bot last visit powered by [0051]